ข่าวการศึกษา

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

กินอาหารเผื่อแผ่ผิวพรรณ


ระหว่างการใช้เครื่องประทินผิวสารพัด กับ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพผิวนั้น อาจจะแตกต่างกันในวิธีการ เหมือนยาทาภายนอกห้ามกินกับยาที่ต้องใช้กินอย่างเดียว แต่เหมือนกันในเป้าหมาย นั่นคือ ทุกคนอยากให้ตัวเองผิวนวลเนียนสวย ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งคุณผู้ชาย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็สนใจในการรักษาผิวไม่แพ้เพศหญิงนัก
แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า อาหารชนิดเดียวกัน คนหนึ่งกินแล้วสวยสดใสแต่มันกลับทำร้ายผิวพรรณของอีกคนหนึ่ง เหมือน ๆ กับที่เครื่องสำอาง สบู่ โฟมบางชนิดคนหนึ่งใช้ได้ใช้ดี อีกคนแตะเมื่อไหร่เป็นสิวเห่อนั่นแหละ ทีนี้เรามาสำรวจอาหารที่จะช่วยเผื่อแผ่ผิวพรรณของคุณเมื่อรับประทานเข้าไปดีกว่า เพราะแค่ทามอยเจอร์ไรเซอร์ราคาแพงอย่างเดียวน่ะ ไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้ผิวพรรณของคุณสวยสดใสหรอกนะ


สาวผิวแห้ง: คุณสาว ๆ ที่มีผิวแห้งคะ ผิวของคุณกำลังขาดกรดไขมันที่สำคัญหลายตัว ซึ่งเป็นไขมันดีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ อาหารที่ควรจะเพิ่มนั้น จะมีไขมันหลักสองชนิดคือ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 นอกจากนั้นควรรับประทานอาหารที่มีน้ำมันปลาค่ะ อย่างเช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน และปลากะตัก รวมถึงเมล็ดธัญพืชและถั่วเปลือกแข็ง เพื่อให้ผิวได้รับไขมันดีที่สำคัญหลายชนิด ส่วนอาหารที่ควรลดได้แก่ ไขมันประเภทมาร์การีน ฟาสต์ฟู้ด และอาหารสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดเนี่ยเลิกไปเลย รวมทั้งบิสกิต และน้ำตาลขัดขาวด้วย


สาวผิวมัน: อาหารบางอย่างจะไปรบกวนสมดุลของไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ ผิวหนังที่ละเอียดอ่อน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ผิวผลิตไขมันมากเกินไป อาหารที่ควรลดได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว นมเนย เนื้อแดง และของทอด เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแย่ลง ส่วนอาหารที่ควรเพิ่มได้แก่ ผลไม้ ผักสด เพราะจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น โดยเฉพาะสับปะรดและมะละกอ รวมทั้งอะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดธัญพืช

สาวผิวแพ้ง่าย: สาวผิวแพ้ง่ายที่ชอบรับประทานอาหารรสจัด เห็นที่จะต้องปรับรสนิยมในการกินเสียแล้วค่ะ เพราะอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการย่อยของร่างกายระคายเคือง ซึ่งทำให้เยื่อบุอักเสบได้ ผลก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหน้าแดง และผดผื่น อาหารที่ควรลดได้แก่ พริก รวมทั้งผลไม้รสเปรี้ยวและผลิตภัณฑ์นมเนย ส่วนอาหารที่ควรเพิ่ม เป็นพวกวิตามินเอ และซี ที่มีอยู่ในแครอท มะม่วง และกีวี นอกจากนั้น อาหารพวกเนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต และถั่วเปลือกแข็งก็ดีต่อสภาพผิวคุณ เพราะจะช่วยเพิ่มธาตุสังกะสีให้ค่ะ

ผิวที่โดดแดดเผา: ผู้หญิงบางคนเลี่ยงการโดนแดดไม่ได้ค่ะ แต่สามารถดูแลได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และธาตุสังกะสี จะช่วยปกป้องและซ่อมแซมรวมทั้งรักษาผิวที่ถูกแดดเผา ส่วนคาเฟอีนและแฮลกอฮอล์จะทำให้ผิวสูญเสียน้ำและเกิดรอยคล้ำใต้ตา ทำให้ผิวซีดเซียว ควรหลีกเลี่ยงค่ะ อาหารที่ควรเพิ่มได้แก่ ผลไม้หลากสี ปลา สัตว์น้ำมีเปลือกเช่น กุ้ง หอยแครง ซึ่งจะมีธาตุสังกะสีมาก ส่วนที่ควรลดก็พวกชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม และแอลกอฮอล์

ต่อไปนี้คิดจะกินอะไรก็อย่าลืมกินเผื่อแผ่ผิวของคุณด้วยแล้วกันเมื่อรู้แบบนี้แล้ว


ข้อมูลจาก
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ที่มา : thaihealth

อ่านต่อจ้า

ชาเขียวมีประโยชน์ต้องชงดื่ม ไม่ใช่ดื่มจากขวด


ปัจจุบันกระแสการบริโภคชาเขียวกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ทำให้มีการนำชาเขียวมาดัดแปลงเป็นสินค้าที่มีอยู่ตามท้องตลาดมากมายหลายชนิด ซึ่งส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากชาเขียวกลายเป็นสินค้าที่มียอดขายสูง

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว การดื่มชาเขียวให้ถูกต้องและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะต้องดื่มให้ถูกวิธีจึงจะได้รับสารสำคัญต่างๆ ที่มีอยู่อย่างครบถ้วน ที่สำคัญคือ มีข้อมูลจากทางการแพทย์แผนจีนยืนยันด้วยว่า การดื่มจากขวดนั้นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง

มานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การนำชาเขียวมาใช้ควบคู่กับพืชชนิดอื่น ๆ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำหรับวิธีการใช้มีด้วยกันทั้งหมด 15 วิธี คือ




1.การใช้ชาเขียวร่วมกับใบหม่อน ที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
2.การใช้ชาเขียวกับส่วนหัวของต้นหอม จะช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด
3.การใช้ชาเขียวร่วมกับขิงสด ช่วยรักษาอาการอาหารเป็นพิษและจุกลม
4.การใช้ชาเขียวร่วมกับตะไคร้แห้งจะช่วยขับไขมันในเส้นเลือด
5.การใช้ชาเขียวร่วมกับคึ่นฉ่ายจะช่วยในการลดความดันโลหิต
6.การใช้ชาเขียวร่วมกับไส้หมาก ลดน้ำตาลในเส้นเลือด
7.การใช้ชาเขียวร่วมกับดอกเก๊กฮวยสีเหลือง จะช่วยแก้วิงเวียนศีรษะ ตาลาย
8.การใช้ชาเขียวร่วมกับลูกเดือย จะลดอาการบวมน้ำ ตกขาว และมดลูกอักเสบ
9.การใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดเก๋ากี้ จะช่วยลดความอ้วน แก้ตาฟาง
10.การใช้ชาเขียวร่วมกับโสมอเมริกา ทำให้สดชื่น บำรุงหัวใจ แก้คอแห้ง
11. การใช้ชาเขียวร่วมกับเนื้อลำไยแห้ง จะบำรุงสมอง เสริมความจำ
12. การใช้ชาเขียวร่วมกับบ๊วยเค็ม จะช่วยบรรเทาอาการคอแห้ง แสบคอ เสียงแหบ
13. การใช้ชาเขียวร่วมกับหนวดข้าวโพด จะลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ลดอาการบวมน้ำ
14. การใช้ชาเขียวร่วมกับน้ำตาลกลูโคส จะช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบ
15.การใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดบัว จะช่วยบรรเทาอาการฝันเปียก และยับยั้งการหลั่งเร็ว

นอกจากนี้ นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทยยังบอกถึงคุณสมบัติหลักของชาเขียวด้วยว่า นอกจากสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษ ขับปัสสาวะ ขับไขมันในเส้นเลือด ทำให้เย็น ชุ่มคอแล้ว รสขมอมหวาน หอม ในชาเขียวยังให้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค ทั้งยังช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สงบประสาท ระบายความร้อนตื้อ จากศีรษะและเบ้าตา ช่วยให้สดชื่น ไม่ง่วงนอน ช่วยให้หายใจสดชื่น เจริญอาหาร แก้เมาเหล้า ทำให้สร่างเมา ขับปัสสาวะ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต และสามารถขับเหงื่อ แก้หวัด

ขณะเดียวกันชาเขียวยังช่วยแก้กระหาย ระบายร้อนจากระบบปอด ขับเสมหะ ขับไขมัน ลดความอ้วน แก้ร้อนใน ขับพิษตกค้าง บิด ท้องร่วง ท้องเสีย ช่วยทำให้ฟันแข็งแรงและที่ได้ผลดีคือสามารถเป็นยาอายุวัฒนะ

อย่างไรก็ตาม นอกจากความมหัศจรรย์ของชาเขียวที่สามารถรักษาโรคภายในได้แล้วยังสามารถช่วยรักษาโรคภายนอกได้ด้วย เช่น พอกแผลอักเสบ พุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ ผื่นคัน ผิวร้อนแห้ง ช่วยให้ตาสว่าง เย็น ไม่อักเสบ สามารถดับกลิ่น เป็นยากันยุง และนำไปทำหมอนใบชาเพื่อลดอาการปวดหัวเวลานอนได้อีก


ทั้งนี้ ชาที่ดีจะต้องมีรสขมอมหวานและมีกลิ่นหอม โดยในชาเขียวมีสารต่างๆ ที่อยู่ในใบชา 300-400 ชนิด แต่มีสารสำคัญอยู่ 6 ชนิด คือ 1.กาเฟอีนซึ่งช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อ และสามารถขับปัสสาวะได้ดี 2.ทิโอฟิลีนช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น ส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยในการขับปัสสาวะ 3.ทิโอโบรมีนช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยในการขับปัสสาวะ 4.แทนนิน 5.มีวิตามินต่าง ๆ เช่น B1,B2,B3,B5, A,D,E,K, C และ 6.มีแร่ธาตุ,ไขมันและน้ำตาล

นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แม้ชาเขียวจะมีประโยชน์กับร่างกายมากมาย แต่ในความจริงก็มีสารที่มีโทษกับร่างกายด้วยเช่นกันโดยสามารถส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายมากนัก ส่วนมากจะเกิดกับคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง โดยเมื่อดื่มแล้วอาจมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ฟันดำ และหากดื่มอย่างต่อเนื่องอาจเป็นการเสพติดได้

“สำหรับชาเขียวในที่นี้ ไม่ใช้เครื่องดื่มชาเขียวที่มีจำหน่ายเป็นขวดในท้องตลาด แต่เป็นชาเขียวที่ต้องเป็นชาที่ชงเองแต่อย่าชงทิ้งไว้ควรดื่มตอนร้อน ๆ และไม่ควรใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปในการชงชาเพราะจะทำให้คุณสมบัติทางยาของชาเขียวหมดไป”มานพสรุปอย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรคแต่จะต้องกินให้ถูกวิธีและใช้ให้เหมาะสมกับร่างกาย จึงจะทำให้การดื่มชาเขียวเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะในการวิจัยผู้ดื่มชาเขียวเป็นประจำยังไม่พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ได้รับโทษจากการดื่มชาเขียว แต่กลับกันกลุ่มคนเหล่านี้กับมีร่างกายที่แข็งแรง และยังมีภูมิคุ้มกันในการต้านโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แล้ววันนี้คุณดื่มชาเขียวแล้วหรือยัง

ที่มา thaifitway

อ่านต่อจ้า

ดื่มน้ำมากเกี่ยวอะไรกับการนอนดึก


ใคร ๆ ก็คงเคยนอนดึก ไม่ว่าจะนอนดึกจากการทำงานหรือว่าทำกิจกรรมต่าง ๆ การนอนดึกจะทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการล้าและระบบร่างกายจะรวน ดังนี้

ระบบการย่อยอาหาร จะทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ง่าย อาหารย่อยไม่ดี ดังนั้น ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์และให้ทานไข่ นม แทน

ระบบปัสสาวะ กลางดึกจะต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ เพราะกล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ ร่างกายจึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ดังนั้นควรจะทานแคลเซี่ยมเสริมชดเชยเม็ดโลหิตจาง

การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย ดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อการทานเกลือมาก ๆ จะขับออกมาทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมาก ๆ จะทำให้กระดูกงอก


ส่วนน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังอย่าทาน เพราะถ้าอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะไว้ มันจะซึมกลับเข้าไปในเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย และไปประทุที่ขาหนีบหรือท้องแขนเป็นเม็ดแดง ๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย แต่บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย จะทำให้ลำไส้ทำงานหนักบีบตัวไม่ไหวต้องเค้น ก็จะเกิดอาการเพลีย

การดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ถ่ายสบาย แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย จะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอกลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด

รู้อย่างนี้แล้วก็ควรจะหันมาดื่มน้ำกันเยอะ ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี
ที่มา:thaihealth

อ่านต่อจ้า

การป้องกันพิษภัยจากแสงแดด


เมื่อมีอาการผิวแดงไหม้เกรียมและมีอาการแสบร้อนทุกครั้งที่ออกแดดพึงระลึกไว้เลยว่าท่านถูกพิษของแสงแดดเล่นงานเข้าแล้ว
และหากยังขืนปล่อยไว้เช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้ เพราะแสงแดดที่ส่องผ่านมายังพื้นผิวโลกประกอบด้วยแสงหลากหลาย
ชนิดด้วยกัน ทั้งแสงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต รังสีอินฟาเร็ด ฯลฯ และแสงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุดคือ
รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือที่เราเรียกว่า UV ซึ่งจะทำให้ผิวแดงไหม้ คล้ำแห้งกร้าน เหี่ยวย่น เป็นฯฝ้า ตกกระ แก่ก่อนวัยและอาจจะก่อให้เกิด
มะเร็งของผิวหนังได้ในระยะยาว

รังสี UV ที่ส่องผ่านมายังโลกของเราและเป็นอันตรายต่อผิวมนุษย์สามารถแยกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ



1. รังสี UV - A เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำมากขึ้น ผิวจะแดง แต่น้อยกว่า UV -B เพราะรังสีจะผ่านทะลุเข้าไปทั้ง
ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ซึ่งทำอันตรายต่อโครงสร้างและเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นรวมทั้งช่วยเสริมฤทธิ์ของ UV -B
ทำให้เกิดเป็นอันตรายต่อผิวหนังมากขึ้น

2. รังสี UV -B เป็นรังสีช่วงคลื่นสั้นกว่า จะผ่านทะลุชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ชั้นบนเท่านั้น ทำให้เกิด SUNBURN ซึ่งมีอาการผิวบวมแดง
และอาจพองปวดแสบร้อน ผิวไหม้และแห้ง กร้านคล้ำซึ่งเมื่อผิวถูกแดดเผาเป็นประจำจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

สำหรับวิธีป้องกันสามารถทำได้โดยการหลีกเลื่ยงการตากแดดในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตมากๆ คือเวลาประมาณ 10.00-15.00 น.
หากจำเป็นต้องตากแดดก็ควรปกปิดผิวพรรณด้วยการใส่เสื้อแขนยาว คอปิด กางร่ม หรือใส่หมวกปีกกว้าง

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่งก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพราะแม้จะอยู่ใต้ร่มไม้หรือชายคาบ้านก็ยังมีโอกาส
ได้รับรังสี UV เหมือนกับเวลาที่อยู่กลางแดด เพราะพื้นทราย พื้นน้ำ พื้นคอนกรีต สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ หรือแม้กระทั้ง
ในวันที่มีเมฆหมอกหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดดเพราะเมฆหมอกไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้

ทั้งนี้การเลือกใช้หรือเลือกซื้อครีมกันแดดก็ควรเลือกชนิดที่เหมาะกับผิวและมีประสิทธิภาพในการป้องกัน
อย่างแท้จริง โดยครีมแดดที่มีวางขายตามท้องตลาดประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ

1. Chemical sunscreen คือสารกันแดดที่สามารถดูดซึมรังสี UV โดยแบ่งเป็นสารที่ดูดซึมเฉพาะ UV -B ได้แก่ PABA และ cinnamate
ส่วน ben-zophenone ดูดซึมได้ทั้ง UV - B และ UV - A บางส่วน และ dibenzoylmethane ดูดซึมได้เฉพาะ UV - A เท่านั้น
สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี แต่มีข้อเสียงคืออาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้

2. Physical sunscreen คือสารกันแดดที่สามารถสะท้อนและกระจายทั้ง UV - A และ UV - B ได้แก่ tetanium dioxide, zinc oxide
สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้แต่ทาแล้วอาจทำให้หน้าขาวทึบไม่สวยงาม แต่ปัจจุบันนี้มีตัวยา microfined titanium dioxide
ซึ่งทาแล้วหน้าไม่ขาวมาก และไม่เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง

นอกจากความสำคัญของสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดแล้ว ความสามารถในการดูดซึมและกันน้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้อง
พิจารณาควบคู่กับการเลือกซื้อทุกครั้ง

SPF หรือ sun protection factor คือ ความสามารถของครีมกันแดดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแดงไหม้หลังจากตากแดด
โดยจะแสดงเป็นตัวเลข เช่น หากคนๆหนึ่งตากแดด 30 นาที แล้วผิวแดงไหม้แสบ แต่ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF 8 หมายความว่าคนๆนั้น
สามารถตากแดดได้นานเป็น 8 เท่า คือประมาณ 4 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการแดงไหม้

สำหรับผิวชาวเอเชียหรือคนไทย ครีมกันแดดที่เลือกใช้ควรมีค่า SPF=15 ก็เพียงพอแล้วสำหรับที่จะใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งถูกแดดไม่มาก
และควรใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าไปเที่ยวชายทะเลหรือเล่นกีฬากลางแจ้งก็ต้องใช้ SPFที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่ว่ายน้ำ
ควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงสำหรับเด็กๆที่เรียนว่ายน้ำหรือวิ่งเล่นตามชายหาดก็ควรทาครีมกันแดด
อย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตจะมีผลเสียต่อผิวหนังแบบสะสม ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดตั้งแต่เด็กจะป้องกันผลเสีย
จากแสงแดดได้ดีกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่

คงไม่มีใครสามารถหลบแสงแดดได้ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่จะหาเกราะป้องกันให้ผิวหนังเสียตั้งแต่วันนี้

อ่านต่อจ้า

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

สารพิษใน "เครื่องประทินโฉม"


นักข่าวแนวสืบสวนชื่อดังของอังกฤษ ที่ชื่อ ว่า "Toxic Beauty" "เมลโลว์ชิป"
ได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับ "สารเคมี" ที่มีอยู่ในของใช้ประจำวัน เช่น สบู่ แชมพูสระผม น้ำยาทาเล็บ หรือแม้ กระทั้งยาสีฟัน ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของเราในด้านต่างๆ
เริ่มจากสารที่ชื่อว่า "โซเดียม ลอรัล ซัลเฟต" (Sodium lauryl sulphate) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า "SLS" ซึ่งเป็นสารทำความสะอาด มักถูกนำไปใช้ในสินค้าประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น แชมพู สบู่ หรือยาสีฟัน สารชนิดนี้สามารถแทรกซึมลงไปในชั้นผิวได้ถึง 5 - 6 ม.ม. ซึ่ง ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ และเป็นการเพิ่มโอกาสให้สารอื่นๆ เช่น สารพิษ สามารถแทรกซึม เข้าไปได้ง่ายมากขึ้น


หนังสือระบุต่อว่า การแช่ตัวในอ่างอาบน้ำเป็นการเปิดโอกาสให้
"สารชำระล้าง" สัมผัสกับส่วนที่อ่อนโยนได้ง่ายมากชึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการกระเพาะ ปัสสาวะติดเชื้อ โดยเฉพาะในเด็กและทารก ทั้งนี้ในสหรัฐสินค้าพวกโฟมอาบน้ำสำหรับ เด็กจะมีการติดสลากเตือนพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

สารตัวร้ายชนิดที่ 2 คือ สารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งมักถูกนำไปเป็นส่วนผสม ของ น้ำยาทาเล็บ สบู่และเครื่องสำอางเท่าไป นอกจากนี้ ยังพบในน้ำยาเคลือบเงาเฟอร์นิ เจอร์อีกด้วย สารชนิดกำลังถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง และมักทำให้ผิวหนังหรือ ดวงตาเกิดอาการแพ้ แม้ว่าสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ จะไม่ห้ามใช้ "ฟอร์มัลดีไฮด์" ในเครื่องสำอาง แต่สินค้าที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวมากกว่า 0.05 % จะต้องระบุไว้ใน ฉลากอย่างชัดเจน พร้อมกับข้อความเตือนระบุว่า "contains formaldehyde" จึงจะ สามารถวางขายให้สหภาพยุโรปได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง


และสารตัวร้ายชนิดสุดท้าย (สำหรับสัปดาห์นี้) ก็คือ "Mineral talc" ซึ่งแป้งฝุ่นทาลคัม (Talcum)
มักมีส่วนผสมชนิดนี้มากกว่า 90 % และมักถูกนำไปใช้ผลิตเรื่องสำอางหลาย
ชนิด เช่น อายแชโดว์ แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เพราะมีคุณสมบัติเด่น ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดอยู่กับผิวหนังและมีความโปร่งแสง สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐเห็นว่าเครื่องสำอางที่ถูกผลิตจาก "Mineral talc" มีความปลอดภัย แต่เมื่อปี 1993 หน่วยงานพิษวิทยาแห่งชาติของอังกฤษพบว่า หนูที่สัมผัสกับเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Mineral talc โดยการสูดดม กลายเป็นโรคปอด มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมหมวกไตชนิดหายาก นอกจากนี้ จากการศึกษาเรื่องนี้พบว่า จะเป็นเพิ่มโอกาสเกิดโรคมะเร็งรังไข่ 30 - 60 % ในกลุ่มของผู้หญิงที่ใช้แป้งฝุ่นทาตัวที่ผสม Mineral talc เป็นประจำ
ที่มา : มติชน

อ่านต่อจ้า

9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์


ใครอยากสมองไบรท์เชิญทางนี้ วันนี้มี 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์มาบอก…


1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น


3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสมองไบร์ท ลองนำไปฝึกกันได้…

ที่มา : Zybernia.wordpress.com


อ่านต่อจ้า

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

ปฏิวัติการกินอยู่ให้ถูกกรุ๊ปเลือด


ปีๆหนึ่งผ่านไปไวเหลือเกินค่ะ อยากคิดอยากทำอะไรใหม่ๆ ต้องรีบลงมือทันที เพราะเวลาไม่รอท่า อย่ามัวแต่ฝันค้าง ปล่อยชีวิตไปวันๆ พอรู้ตัวอีกที ไฟก็มอดทุนก็หมดไปซะแล้ว...!!
รู้นะว่าคิดอะไรอยู่!!อย่าผัดวันประกันพรุ่งอีกเลยค่ะถือฤกษ์ดีช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ มอบของขวัญให้ตัวเองดีกว่า...อัพๆๆ 1..2..3..สูดหายใจลึกๆ แล้วตะโกนดังๆว่า ถึงเวลาต้องปฏิวัติตัวเองใหม่แล้วเรา!!
ก่อนอื่นลองทบทวนถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ผ่านมาตลอดเวลาหลายปี รู้สึกไหมคะว่า ยิ่งอายุมากขึ้น สุขภาพยิ่งอ่อนแอ เป็นอะไรนิดหน่อยก็หายยาก บ่อยครั้งยังอ่อนเปลี้ยเพลียแรง สมองไม่แจ่มใส ผิวแพ้ง่าย เรียกว่ามีอาการแปลกๆลิสต์ยาวเป็นหางว่าว...อาการเจ็บป่วยรายวันแบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่สมดุลของร่างกายและจิตใจ ซึ่งพร้อมพัฒนาไปสู่โรคภัยไข้เจ็บในอนาคต
ถ้าเราตั้งเป้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากปฏิวัติตัวเองเป็นคนใหม่ ต้องเริ่มจากการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงเป็นอันดับแรกนะคะ ไม่อย่างงั้น คงไม่มีเรี่ยวแรงจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้ชีวิตแน่ๆ

จุดเริ่มต้นง่ายๆ แต่เปี่ยมไปด้วยประ-สิทธิภาพในการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้เข้ากับกรุ๊ปเลือด
ตามตำราของ “Blood Type Diet” ได้แบ่งประเภทของคนออกเป็น 4 กรุ๊ปเลือดค่ะ คือ กรุ๊ปโอ, เอ, บี และเอบี โดยแต่ละกรุ๊ปจะมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นของตนเอง วงการแพทย์ทางเลือกหลายสำนัก เชื่อว่า กรุ๊ปเลือดเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดบุคลิกนิสัยใจคอของแต่ละคน รวมถึงพฤติกรรมการใช้ ชีวิตประจำวัน, การเงิน, การงาน, ความสัมพันธ์ กับผู้คนรอบข้าง แม้กระทั่งอาหารการกิน ก็แตกต่างกันไปตามกรุ๊ปเลือด มีทั้งที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ และประเภทควรหลีกเลี่ยงเพราะเป็นพิษกับร่างกาย
เลือดกรุ๊ปโอ
บุคลิกนิสัย : เป็นคนเอาจริงเอาจัง มีความรับผิดชอบสูง มีความเป็นผู้นำสูง เป็นนักวางแผนที่ดี และมีความละเอียดรอบคอบ ชาวกรุ๊ปโอยังเป็นคนกล้าหาญ และมีความเข้มแข็ง ไม่ค่อยท้อแท้เมื่อเจออุปสรรค นิสัยพื้นฐานโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีข้อเสียตรงที่มั่นใจในตัวเองสูง เพราะเป็นคนเก่ง และมีทิฐิสูงไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ บ่อยครั้งจึงถูกมองว่าเป็นคนหัวรั้น เอาแต่ใจตัวเอง
สุขภาพร่างกาย : บรรพบุรุษของมนุษย์กลุ่มแรกเป็นคนเลือดกรุ๊ปโอ และล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต ด้วยเหตุนี้ กระเพาะของชาวกรุ๊ปโอ จึงมีสภาพเป็นกรดสูงกว่า กรุ๊ปอื่นๆ สามารถย่อยเนื้อสัตว์ ได้ดี และมีระบบเผาผลาญ ที่มีประสิทธิภาพมาก ยังโชคดีที่ไม่อ้วนง่าย และสุขภาพค่อนข้างแข็งแรง
อาหารกินดี : เหมาะแก่การย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว, เนื้อปลาและสัตว์ปีก รวมถึงการกิน อาหารทะเลกับผักใบเขียว ซึ่งอุดมด้วย วิตามินช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ และลดการเกิดลิ่มเลือด
อาหารหลีกเลี่ยง : ผลิตภัณฑ์จากนมเนยทุกชนิด, มันฝรั่ง, ข้าวสาลี, แป้งสาลี, แป้งข้าวโพด, พืชตระกูลกะหล่ำ และเห็ดหอม ถ้าเป็นไปได้ควรงดชากาแฟ ซึ่งทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น แล้วหันมาดื่มชาเขียวแทน ตามตำราระบุว่า ผลิตภัณฑ์จากนมวัว ทำให้เกิดอาการแพ้ และท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนเห็ดหอม, มันฝรั่ง และมะเขือยาว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคไขข้ออักเสบ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ.
เลือดกรุ๊ปเอ
บุคลิกนิสัย : นิสัยใจคอของชาวกรุ๊ปเอ เปลี่ยนแปลงไปจากบรรพบุรุษกรุ๊ปโอมาก เพราะวิวัฒนาการขึ้นมาอีกขั้น หลังจากเริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง และเพาะปลูกพืชผักไว้กินกันเอง โดยคนเลือดกรุ๊ปนี้จะมีอารมณ์เยือกเย็น ไม่ชอบการโต้เถียง ไม่ชอบเผยความรู้สึกแท้จริงต่อหน้าผู้อื่น เป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่ดื้อเงียบ ไม่กล้าตัดสินใจ และค่อนข้างเฉื่อยชา มีปัญหาเรื่องการบริหารเวลา และมักปล่อยจน ดินพอกหางหมูเป็นประจำ
สุขภาพร่างกาย : กระเพาะอาหารของชาวกรุ๊ปเอ มีความเป็นกรดน้อยกว่ากรุ๊ปโอมาก และเหมาะแก่การย่อยอาหารมังสวิรัติมากกว่าเนื้อสัตว์ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพและรูปร่างของตนเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี มีจุดอ่อนอยู่ที่การกินอาหารไม่ตรงเวลา และการใช้ชีวิตอย่างผิดสุขลักษณะ ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่ความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคอ้วน และหอบหืดภูมิแพ้ต่างๆ
อาหารกินดี : บรรพบุรุษของชาวกรุ๊ป เอ ปลูกพืชผักเพื่อดำรงชีวิต อาหารที่เหมาะกับพวกเขา จึงออกแนวมังสวิรัติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากถั่วเหลือง, เต้าหู้, ปลา และผักผลไม้ รวมไปถึงธัญพืชต่างๆ
อาหารหลีกเลี่ยง : เนื้อสัตว์ทุกชนิด ชาวกรุ๊ปเอที่กินเนื้อสัตว์มากเกิน ไป อาจก่อให้เกิดการสะสมของสารพิษในเซลล์ และเนื้อเยื่อ จนเกิดโรคร้ายตามมา นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมเนยทุกชนิด เพราะกระตุ้น ให้เกิดโรคภูมิแพ้ และหอบหืด ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เช่นเดียวกับการทานผลไม้เมืองร้อน อย่าง กล้วย, มะพร้าว, มะม่วง, ส้ม และมะละกอ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพ.
เลือดกรุ๊ปบี
บุคลิกนิสัย : เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกรุ๊ปโอและกรุ๊ปเอ คนเลือดกรุ๊ปบีมีบุคลิกร่าเริงสดใส มีความเป็นมิตรสูง ปรับตัวเข้ากับคนได้ง่าย ปราดเปรียวคล่อง แคล่วกระฉับกระเฉง นิสัยสบายๆไม่เคร่งเครียด ทำให้เป็นที่รักของเพื่อนฝูง แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่รอบคอบ มักประมาทเลินเล่อ สมาธิสั้น และเอาแต่ใจตัวเอง
สุขภาพร่างกาย : คนเลือดกรุ๊ปบีมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง รูปร่างกำยำแบบนักกีฬา มีระบบการย่อย อาหารที่สมดุล สามารถย่อยอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งเนื้อสัตว์และผัก แถมยังมีความฉลาดทางอารมณ์อย่างน่าอิจฉา
อาหารกินดี : โชคดีจังค่ะ เพราะชาวกรุ๊ปบีสามารถทานได้ทั้งเนื้อสัตว์และผัก ผลไม้ แถมยังถูกโฉลกกับผลิตภัณฑ์พวกนมเนยเอามากๆ เพียงแต่ต้องระวังปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินพิกัด เพราะเป็นคนอ้วนง่าย และ เอนจอยอีตติ้งมั่กๆ
อาหารหลีกเลี่ยง :อาหารจำพวกสัตว์ปีก และเนื้อหมู ทำให้เลือดข้นเหนียว และเส้นเลือดอุดตัน ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก่อให้้เกิดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสได้ง่าย เช่นเดียวกับถั่วทุกชนิด ที่ทำให้้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลจำพวกกุ้ง,หอยปู, ปลาไหล รวมถึงแป้งสาลี, ข้าวโพด, ข้าวสาลี ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ส่วนฟักทอง, อาร์ติโชค, มะเขือเทศ, อะโวคาโด และมะกอก ก็ไม่ดีต่อคนเลือดกรุ๊ปบี เพราะทำให้ระบบย่อยมีปัญหา.
เลือดกรุ๊ปAB
บุคลิกนิสัย : เป็นกรุ๊ปเลือดที่พบน้อยที่สุด มีเพียงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งโลก ชาวกรุ๊ปเอบี เป็นส่วนผสมระหว่างกรุ๊ปเอและกรุ๊ปบี นิสัยใจคอเป็นคนมีเหตุผล เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นคนใจดีขี้สงสาร เป็นนักฟัง และผู้ให้คำปรึกษาที่ดี แต่เวลาตัวเองมีปัญหา มักเก็บงำไว้เงียบๆคนเดียว ชาวกรุ๊ปเอบียังมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง และอารมณ์แปรปรวนขึ้นลงจนตามไม่ทัน
สุขภาพร่างกาย : เป็นคนรักสวยรักงาม และใส่ใจดูแลรูปร่างหน้าตาอยู่เสมอ แต่ชาวกรุ๊ปเอบีมักมีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ค่อนข้างตุ้ยนุ้ยเจ้าเนื้อ สิ่งที่พึงระวังคือ คนเลือดกรุ๊ปนี้มีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่ากรุ๊ปอื่นๆ มักเจ็บป่วย เพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เป็นโรคภูมิแพ้ มีอาการเหนื่อยง่าย และไร้เรี่ยวแรง ชาวกรุ๊ปเอบียังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจมากกว่ากรุ๊ปอื่นๆ
อาหารกินดี : เป็นคนที่มีกรดในกระเพาะอาหารน้อยอย่างชาวกรุ๊ปเอ แต่ก็สามารถกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ ย่อยได้ง่าย เช่น เนื้อไก่, แกะ และกระต่าย แบบเดียวกับชาวกรุ๊ปบี เพียงแต่ต้องเลือกทาน เนื้อสัตว์ไม่ติดมันเท่านั้น คนเลือดกรุ๊ปนี้ยังสามารถรับโปรตีนจากปลาทะเล ทานดีทั้งปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, ปลาซาร์ดีน และปลาค็อด นอกจากนี้ยังสามารถกินถั่วเหลืองกับผลิตภัณฑ์จากนมเนยได้บ้างเป็นครั้งคราว
อาหารหลีกเลี่ยง : ไม่ควรทานอาหารทะเลเกือบทุกชนิด ยกเว้นปลาทะเล เพราะอาจขัดขวางการทำงานของเลือด ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง, หอย, ปู, ปลาหมึก, ปลาไหล, ปลาไส้ตันและปลาน้ำดอกไม้ ขณะเดียวกัน ก็ควรเลี่ยงการกินถั่วเกือบทุกชนิด, ข้าวสาลี, ข้าวโพด, อาร์ติโชค, อะโวคาโด, มะกอกดำ, เห็ดบางชนิด รวมถึงผลไม้ยอดนิยม เช่น กล้วย, ส้ม, มะพร้าว และลูกพลับ.
ที่มา : ไทยรัฐ

อ่านต่อจ้า

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด


เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเครียด และวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า
ความเครียด เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากการตื่นตัวเตรียมรับกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และส่งผลทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามไปด้วย
ความเครียดนั้นมีกันทุกคน แต่ละมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาการคิดการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าคิดว่าปัญหาไม่ร้ายแรงแก้ไขได้โดยง่าย ก็จะไม่เครียด แต่ถ้าหากว่าปัญหานั้นยิ่งใหญ่ ร้ายแรง แก้ไขลำบาก ก็จะทำให้เครียดมาก หากว่ามีความเครียดในระดับที่พอดี ๆ ก็จะช่วยให้มีพลัง มีความกระตือรือร้นในการต่อสูงชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งนี่เองคือข้อดีของความเครียด ไม่ใช่ว่าเครียดจะไม่มีส่วนดี ๆ เอาเสียเลย สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดมี 2 ประการคือ
1. สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล่วนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะทำให้เกิดความเครียดได้
2. การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล จะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจัง ใจร้อนและวู่วาม
จากสาเหตุที่สำคัญนี้ ความเครียดจะไม่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากทั้งสองสาเหตุประกอบกันคือ มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นตัวกระตุ้น แล้วมีความคิดและการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งว่าจะเครียดมากเครียดน้อยเพียงใด
เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว

อ่านต่อจ้า

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สุขภาพน่ารู้ : อิ่มนะ..แต่ไม่อ้วน



เพิ่งจะเลี้ยงฉลองปีใหม่ ผ่านไป เผลอแป๊บเดียว อ้าว! ตรุษจีนมาเยือนอีกแล้ว ทั้งสองเทศกาลต่างก็นำพาความสุขมาสู่หมู่ชน โดยเฉพาะคนชอบชิม ชอบกินอาหารอร่อยเลิศรสต่างก็อดใจไม่ไหว แม้ในใจอาจจะกังวลอยู่นิดๆ ว่ากินมากไปแล้วจะอ้วน
แต่ไม่ต้องห่วง เรามีเคล็ดลับอิ่มไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลงานเลี้ยงต่างๆ มาฝากกัน
ข้อแรก กินโปรตีนเยอะได้ แต่ไขมันต้องน้อย เพราะโปรตีนจะทำให้รู้สึกอิ่มนาน อย่างเนื้อไก่ก็ต้องเอาหนังออก ส่วนอาหารพวกแป้งและไขมันให้กินได้แต่ต้องน้อยถึงน้อยที่สุด
ข้อสอง กินผักผลไม้ให้ หลากหลาย อันนี้ไม่ได้บอกให้กินแต่ผัก แต่มีคำแนะนำว่าให้กินผักและผลไม้หลายชนิดคละกันไปพร้อมอาหาร

เคล็ดลับข้อถัดมา ตักอาหารทีละน้อย อย่าตักจนล้นจานแล้วเสียดายทีหลัง
ข้อสี่ เริ่มต้นกินอาหารน้ำๆ ก่อน เพื่อให้กระเพาะรับอาหารหนักๆ ได้น้อยลง จะทำให้รู้สึกอิ่มและได้อรรถรสในการกินไปพร้อมกันโดยไม่ต้องกินมาก
ข้อห้า ควรพักยกระหว่างรับประทาน อย่าได้ใช้เวลากินติดกันนานรวดเดียว แต่เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วให้รีบลุกจากโต๊ะแล้วชวนกันไปคุยที่อื่น ถ้าหิวแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ได้อีก
ข้อหก ถ้าเป็นงานเลี้ยงแบบที่เอาอาหารไปด้วย ควรนำอาหารไขมันต่ำติดตัวไป
ข้อเจ็ด ให้เพลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง แม้การเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงจะเป็นเรื่องยาก แต่ให้ท่องไว้ว่าไวน์หรือเบียร์หนึ่งแก้วใหญ่ ให้พลังงาน 200 แคลอรี ดังนั้นยิ่งดื่มมากยิ่งเพิ่มแคลอรีใส่ตัวมากขึ้น
ข้อแปด กินแล้วต้องออกกำลังกาย เรื่องนี้สำคัญมากขาดไม่ได้ โดยอาจหารูปแบบการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในบ้าน เช่น หยอกล้อเล่นกับเด็ก หรือวิ่งไล่จับกันในบ้านก็เป็นการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยรับรองว่าได้ผลดีเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับที่นำมาจากจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข เดือนมกราคม 2552 ของ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยหวังว่าจะทำให้อิ่มและไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลกันได้อย่างสบายใจ
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ [24 ม.ค. 52 - 00:52]

อ่านต่อจ้า

การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อ


คะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร “ ลูทีน ” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

อ่านต่อจ้า

การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน


คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

อ่านต่อจ้า

การกินแอปเปิลให้ปอดแข็งแรง

ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ “ เคอร์ซีทิน ” สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร “ เพกทิน ” จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

อ่านต่อจ้า

การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่


ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร “ โอพีซี ” (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชรา และเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย

อ่านต่อจ้า

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หมอแฉน้ำอัดลมชนิดน้ำตาล 0% ดื่มแล้วเตี้ย


หมอแฉ “น้ำอัดลม” ทุกชนิดสุดอันตราย ทำให้ “อ้วน-ผอม ฟันผุ จนเตี้ย กระดูกสึก” ส่วนชนิดน้ำตาล 0% เสี่ยงโรคไม่แพ้กัน เพราะอัดแก๊สทำท้องอืด ดื่มแล้วเตี้ย ไม่ช่วยลดความอ้วนแต่ทำให้ขาดสารอาหาร พร้อมเผยผลสำรวจโรงเรียนที่มีน้ำอัดลมขาย เด็กดื่มมากกว่าโรงเรียนปลอด น้ำอัดลม 7.3 แนะเด็กควรดื่มน้ำหวานที่มีส่วนผสมน้ำตาล ไม่เกิน 5% แถมเตือนระวังขนมเยลลี่ นมเปรี้ยว นมรสหวานน้ำตาลสูงปรี๊ด

อ่านต่อจ้า